ประวัติและความเป็นมา
 
 

ข้อบังคับ
สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการ แห่งประเทศไทย
ฉบับแก้ไข พ. ศ. 2546

 

•  สมาคมนี้ชื่อว่า “ สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการแห่งประเทศไทย ” ใช้อักษรย่อว่า “ ส. พ. น. ท.” ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Thai Association for Health, Physical Education and Recreation” และใช้อักษรย่อภาษาอังกฤษว่า “TAHPER”

วัตถุประสงค์

•  สมาคมนี้เป็นสมาคมทางวิชาการไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

•  ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิก

•  ศึกษาและวิจัยวิชาสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการ

•  ส่งเสริมและเผยแพร่วิชาสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการ

•  เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเพิ่มพูนความรู้ระหว่างสมาชิก

•  เป็นศูนย์การติดต่อ และร่วมมือกับองค์การและสมาคม ที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันทั้งในและนอกประเทศ

•  ส่งเสริมให้สมาชิกได้ดูงาน หรือศึกษาวิชาสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการทั้งในและ นอกประเทศ

ที่ตั้งของสมาคม

•  สมาคมตั้งอยู่ที่ ห้อง 260 สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน การกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ 10240 โทรศัพท์ 02- 319 - 4762 โทรสาร 02- 319 - 4762

ประเภทของสมาชิก

•  สมาคมมีสมาชิก 4 ประเภท คือ

•  สมาชิกสามัญ ได้แก่ ผู้ที่มีวุฒิ ผู้สอน เคยสอนหรือทำงานเกี่ยวกับวิชาการทางสุขศึกษา พลศึกษา หรือนันทนาการ

•  สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ ผู้ที่มีความสนใจและยินดีให้ความร่วมมือในกิจการของสมาคม

•  สมาชิกสมทบ ได้แก่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาวิชาสุขศึกษา พลศึกษา หรือ นันทนาการ

•  สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ ทรงคุณวุฒิ หรือมีอุปการะคุณแก่สมาคมนี้ ซึ่งคณะกรรมการบริหารเสนอให้เชิญเป็นสมาชิก และได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของกรรมการที่มาประชุม

การเป็นสมาชิก

•  ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกทุกประเภท ยกเว้นสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อเลขาธิการของสมาคม โดยมีสมาชิกสามัญหนึ่งคนรับรองว่าเป็นผู้มีความประพฤติ และมีลักษณะตามประเภทของสมาชิกในข้อ 4

ให้คณะกรรมการบริหารของสมาคม พิจารณาบุคคลผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก โดยไม่จำกัดเพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา หรือลัทธิความเชื่อถือ เว้นแต่จะเป็นลัทธิความเชื่อถือที่เป็นภัยต่อส่วนรวม เมื่อเห็นสมควรรับเข้าเป็นสมาชิก ให้แจ้งแก่ผู้สมัคทราบเป็นลายลักษณ์อักษร สมาชิกภาพของผู้นั้นเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงทะเบียนเป็นต้นไป

การขาดจากสมาชิกภาพ

•  สมาชิกภาพจะสิ้นสุดลงเมื่อ

•  ตาย

•  ลาออก

•  เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ ไร้ความสามารถตามคำพิพากษาของศาล

•  ประพฤติตนเป็นที่เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยคณะกรรมการบริหาร มีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการบริหารทั้งหมด หรือสมาชิกไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกที่มาประชุมใหญ่มีมติให้ออก

•  ค้างค่าบำรุงประจำปี โดยเจ้าหน้าที่ได้ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษรถึง 3 ครั้ง แล้วยังไม่ชำระ

•  ขาดคุณสมบัติของสมาชิกตามที่ได้ระบุไว้ในข้อ 4 ( ค )

สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

•  สมาชิกมีสิทธิและหน้าที่ ดังนี้

•  สมาชิก มีสิทธิประดับเครื่องหมายของสมาคม

•  สมาชิกมีสิทธิเสนอความเห็น สอบถามข้อเท็จจริงหรือขอดูหลักฐานอันเกี่ยวกับการดำเนินงานของสมาคม

•  สมาชิกมีสิทธิได้รับวารสารของสมาคมเป็นประจำ โดยไม่ต้องเสียค่าบำรุงเป็นพิเศษ

•  สมาชิกมีสิทธิได้รับประโยชน์ จากบริการของสมาคม

•  สมาชิกทุกประเภท ยกเว้นสมาชิกกิตติมศักดิ์ ต้องชำระค่าสมัครแรกเข้า 50 บาทและ ค่าบำรุงสมาชิกดังต่อไปนี้

๑. สมาชิกสามัญและวิสามัญ ชำระครั้งเดียว (ตลอดชีพ) ๑,๐๐๐ บาท

๒. สมาชิกสมทบ ปีละ ๒๐๐ บาท

•  สมาชิกมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของสมาคม

•  สมาชิกมีสิทธิและหน้าที่อื่นๆ ที่ระบุไว้ในข้อบังคับนี้

•  สมาชิกสามัญเท่านั้นมีสิทธิรับเลือกตั้งและออกเสียงในการประชุมใหญ่

การบริหารของสมาคม

8. ให้มีคณะกรรมการบริหารคณะหนึ่งจำนวนไม่เกิน ๑๙ คน ประกอบด้วย

•  นายก

•  อุปนายก 3 คน

•  เลขาธิการ

•  รองเลขาธิการ

•  เหรัญญิก

•  ปฏิคม

•  สาราณียกร

•  นายทะเบียน

•  ประธานฝ่ายสุขศึกษา

•  ประธานฝ่ายพลศึกษา

•  ประธานฝ่ายนันทนาการ และ

•  กรรมการอื่น ๆอีกไม่เกิน 6 คน

คณะกรรมการบริหารนี้มีอายุอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี

  9. การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร ให้กระทำในที่ประชุมใหญ่ โดยให้สมาชิกเลือกตั้งนายกสมาคม และให้นายกสมาคม แต่งตั้งกรรมการบริหารตามที่ระบุในข้อ 8

10. ถ้าตำแหน่งกรรมการบริหารว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้นายกสมาคมแต่งตั้งสมาชิกสามัญเข้าดำรงตำแหน่งแทน และให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาตามวาระของผู้ที่ตนแทน

11. กรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่ง โดยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

ถึงคราวออกตามวาระ

ลาออก หรือ

ขาดจากสมาชิกภาพ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ

ง. ที่ประชุมใหญ่ อาจลงมติให้ถอดถอนกรรมการบริหารทั้งคณะหรือบางคนได้โดยคะแนนเสียง 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ในกรณีที่ดำเนินกิจการของสมาคมนอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์และข้อบังคับ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สมาคม

12. คณะกรรมการบริหารมีอำนาจ และหน้าที่ดังต่อไปนี้

•  ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคม

•  วางระเบียบ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อบังคับ

•  เชิญบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการที่ปรึกษา หรือเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์

•  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

•  บรรจุ แต่งตั้ง และถอดถอนเจ้าหน้าที่สมาคม

13. ให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อพิจารณาหารือกิจการของสมาคม ในการประชุมทุกครั้ง ต้องมีกรรมการบริหารเข้าประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง จึงจะเป็นองค์ประชุม

14. ให้นายกสมาคมเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ถ้านายกสมาคมไม่อยู่ หรือไม่ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อุปนายกทำหน้าที่แทน ถ้าทั้งนายกและอุปนายกไม่อยู่ หรือไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งที่มาประชุมทำหน้าที่เป็นประธานของที่ประชุมเฉพาะการประชุมคราวนั้นได้

15. มติของที่ประชุมกรรมการบริหารให้ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

16. ให้คณะกรรมการบริหารจัดให้มีการประชุมทางวิชาการได้ตามที่เห็นสมควร

การประชุมใหญ่

17. ให้คณะกรรมการบริหารเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละครั้ง ทุกรอบปีของสมาคม เพื่อแถลง กิจการของสมาคมที่ได้กระทำไปแล้ว เสนองบประมาณประจำปี แสดงบัญชีงบดุล แต่งตั้งผู้สอบบัญชี ตลอดจนดำเนินการอื่นของสมาคม ปีของสมาคมให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุด ลงในวันที่ 30 กันยายน ของปีปฏิทินถัดไป

•  ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี คณะกรรมการบริหารต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

•  คณะกรรมการบริหารหรือสมาชิกสามัญรวมกันไม่น้อยกว่า 30 คน มีสิทธิขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญได้ โดยแจ้งเหตุผลเป็นหนังสือให้เลขาธิการทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ให้เลขาธิการแจ้งการเรียกประชุมให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันพร้อมด้วย วัน เวลา สถานที่ และวัตถุประสงค์ การประชุมใหญ่วิสามัญ ต้องมีสมาชิกสามัญประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญ ทั้งหมดจึงจะนับเป็นองค์ประชุม

•  ถ้าการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญต้องเลื่อนไป เพราะสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม การประชุมใหญ่ครั้งที่สอง จะมีสมาชิกมาประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือเป็นครบองค์ประชุม แต่การเรียกประชุมใหญ่ครั้งที่สอง ต้องเรียกประชุมภายใน 30 วัน หลังจากวันนัดประชุมใหญ่ครั้งที่หนึ่ง

•  ในการประชุมใหญ่สามัญ และการประชุมวิสามัญ ให้นายกและอุปนายกทำหน้าที่เป็นประธานและรองประธานที่ประชุมตามลำดับ ถ้านายกไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้อุปนายกทำหน้าที่แทน ถ้าทั้งนายกและอุปนายกไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ที่ประชุมเลือกบุคคลที่เหมาะสมขึ้นเป็นประธาน และรองประธานที่ประชุมแทน

•  การลงมติในที่ประชุมใหญ่ ถือตามมติของเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด เว้นแต่ภายใต้บังคับแห่งข้อ 6 ง . 12, 31 และ 34

การเงิน

•  สมาคมมีรายได้จาก

•  เงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงของสมาชิก

•  เงินที่ได้รับจากการบริจาค

•  เงินอุดหนุน

•  เงินผลประโยชน์อื่นๆ

•  ให้ฝากเงินของสมาคมไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่ คณะกรรมการบริหารมีมติเห็นสมควร และให้เหรัญญิกมีเงินสดไว้หมุนเวียนใช้ได้ ไม่เกิน 10,000 บาท

•  การใช้จ่ายเงินเพื่อกิจการของสมาคม ให้กระทำไปตามงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ เฉพาะใน กรณีที่จำเป็นรีบด่วน เพื่อประโยชน์ของสมาคม นายกมีอำนาจอนุมัติให้สั่งจ่ายเงินนอกเหนือไปจากงบประมาณได้ไม่เกินครั้ง ละ 100,000 บาท การจ่ายเงินต้องมีลายมือชื่อของนายกและเหรัญญิก ถ้านายกไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้อุปนายกคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อในการสั่งจ่ายเงินแทน แล้วให้นำเสนอคณะกรรมการบริหารทราบ ในคราวประชุมครั้งต่อไปทุกครั้ง

•  ให้เหรัญญิกเป็นผู้รวบรวมทำงบดุล ค่าใช้จ่ายประจำปีของสมาคม รวบรวมและเก็บรักษาหลักฐานการเงินใบสำคัญบัญชีเบิกจ่ายของคณะกรรมการบริหาร และให้ผู้สอบบัญชีทำการสอบบัญชีของสมาคมให้เรียบร้อยเป็นรายปี

•  ผู้สอบบัญชีของสมาคมต้องไม่เป็นกรรมการบริหาร สมาชิก หรือพนักงานของสมาคมนี้

•  ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวกับการบัญชีของสมาคม และในการสอบบัญชีมีอำนาจสอบถามกรรมการและพนักงานของสมาคมนี้ได้

•  คณะกรรมการบริหารของสมาคม ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สิน และการเงินของสมาคมและจัดให้ทำบัญชีทรัพย์สิน และการเงินของสมาคม ตามหลักการบัญชีให้ถูกต้องอยู่เสมอ

การเลิกสมาคม

•  เมื่อที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิกสมาคม โดยคะแนนเสียง 3 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด สมาคมก็เป็นอันเลิกล้มไป

•  ทรัพย์สินของสมาคมที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากการชำระบัญชีแล้ว ให้มอบแก่องค์กรสาธารณกุศลที่เกี่ยวข้องกับพลศึกษา สุขศึกษาและนันทนาการ เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับประชาชนต่อไป

•  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะสมาคมมาใช้ข้อบังคับ ในเมื่อข้อบังคับของสมาคมนี้มิได้กำหนดไว้